จงเชื่อมั่นในตัวลูก!…พ่อ แม่ ควรสละเวลาอ่านอย่างยิ่ง

96

“ลูกชายของคุณขโมยเงินครูไป1000บาท แกรับสารภาพแล้ว และตอนนี้ตำรวจก็กำลังเดินทางมาที่โรงเรียนครับ” ตอนที่เธอได้รับโทรศัพท์นั้น เธอไม่เชื่อว่าเรื่องนี้จะเป็นจริง

“ครูคะ ไม่ว่าลูกชายของดิฉันจะทำผิดอะไร ดิฉันขอเป็นคนจัดการลูกของดิฉันเอง” จากนั้นเธอก็ขอพูดสายกับลูกชาย

เด็กน้อยร้องไห้สะอึกสะอื้น ได้แต่พูดว่า “แม่ครับ ฮือๆ แม่ช่วยหนูด้วย”

“เด็กดีของแม่ ไม่ต้องกลัวนะลูก เดี๋ยวแม่จะไปหา” เธอบอกกับลูกชายของเธอ

เมื่อเธอถีบรถจักยานไปถึงโรงเรียน ก็เห็นรถของตำรวจขอดอยู่หน้าห้องธุรการหนึ่งคัน นายตำรวจสองนายที่อยู่ด้านในสีหน้าดูเคร่งเครียดมาก ในห้องยังมีคุณครูชายหนึ่งหญิงหนึ่ง และคุณครูที่ปรึกษาอยู่อีกคนหนึ่ง

เมื่อเธอเข้าห้องไป ครูผู้หญิงก็บอกกับเธอว่า “ลูกชายของคุณขโมยเงินของดิฉันไปค่ะ”

“หนูไม่ได้ขโมย!” เด็กน้อยบอกกับแม่ของเขา

“ลูกชายของคุณขโมยเงินจากเก๊ะของดิฉันไปหนึ่งพันเมื่อตอนเช้า เขาสารภาพแล้วว่าขโมยไปจริงๆ คุณจะจัดการยังไงก็แล้วแต่คุณ!”

เธอไม่ได้ใส่ใจครูผู้หญิงคนนั้นเลย เธอเดินตรงไปหาลูกชายที่นั่งร้องไห้อยู่กับพื้น เสื้อผ้าของเขามอมแมมไปหมด เด็กน้อยมองหน้าแม่แล้วยิ่งสะอื้นหนักไปกว่าเดิม เธอคุกเข่าลงแล้วก็กอดลูกชายไว้แน่น

“แม่ครับ พวกเขาจะจับหนูไปขังคุก หนูกลัว…”

“ลูกแม่ บอกแม่มาสิว่าลูกขโมยเงินคุณครูไปจริงหรือเปล่า? แม่เชื่อมั่นในตัวลูกนะ” เด็กน้อยส่ายหัวไปมา

“หนุไม่ได้ขโมย” เธอพูดกับลูกอีกสองสามคำ เมื่อลูกชายของเธอสงบลง เธอจึงยืนขึ้นพูดกับคณะครูว่า

“ดิฉันเชื่อในตัวลูกชายของดิฉัน แกบอกดิฉันว่าแกไม่ได้ขโมย” ครูผู้หญิงเบิกตากว้าง เธอไม่อยากเชื่อว่าผู้หญิงคนนี้จะทำตัวเป็น “พ่อแม่รังแกฉัน” เหมือนผู้ปกครองทั่วไป เธอได้แต่ส่ายหน้ายิ้มเยาะและเอ่ยขึ้นว่า

“แต่ลูกชายของคุณเพิ่งยอมรับกับพวกเราเมื่อสักครู่ก่อนที่คุณจะมา”

“คุณครูบอกดิฉันได้ไหมค่ะว่าพวกครูขู่ลูกชายของดิฉันว่ายังไงก่อนที่แกจะรับสารภาพ? พวกคุณเอาคุกเอาตารางมาขู่ลูกชายของดิฉัน! อีกอย่างหนึ่ง เงินที่แกขโมยอยู่ที่ไหนค่ะ? เอาเงินที่แกขโมยมายืนยันกับดิฉันและตำรวจได้ไหมค่ะ? ของกลางอยู่ที่ไหนก็ยังไม่รู้ เอะอะก็จะจับเด็กเข้าคุก คุณตำรวจสองท่านนี้ก็ยินยอมให้คุณครูทำกับลูกชายของดิฉันอย่างนี้เหรอค่ะ?”

ความจริงก็คือ คุณครูหลอกลูกชายของเธอว่า “หากเธอยอมรับเธอจะได้กลับบ้านทันที”

“หากไม่มีของกลางก็จับไม่ได้ครับ แต่ว่า ลูกชายของคุณก็ได้รับสารภาพว่าแกขโมยไปจริงๆนะครับ” นายตำรวจคนหนึ่งเป็นผู้เอ่ยขึ้น

คุณครูผู้หญิงคนนั้นก็ได้เล่าเหตุการณ์ต่างๆให้ทุกคนฟังอีกครั้ง ว่าเด็กชายรับสารภาพกับเธออย่างไร ถึงตอนนี้ คุณแม่ของเด็กชายได้หันไปทางลูกชายของตัวเองแล้วเอ่ยขึ้นว่า
“ที่คุณครูพูดมาเป็นความจริงใช่ไหมลูก?”

เด็กน้อยส่ายหัวไปมา “ไม่จริงครับ คุณครูพาผมมาที่ห้องธุรการตั้งแต่เช้า ไม่ยอมให้ผมเข้าห้องเรียน แถมยังเรียกตำรวจมาจับผมอีก ผมกลัว! คุณครูบอกกับผมว่าหากผมรับสารภาพก็กลับบ้านได้ครับ….” ครูผู้หญิงแสดงสีหน้าขึงขังไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ไม่โต้แย้งใดๆ

“พวกคุณข่มขู่ลูกชายดิฉัน อย่างนี้มันยุติธรรมแล้วเหรอค่ะ? พวกคุณเป็นแม่พิมพ์ แต่กลับมาทำลายแม่พิมพ์อันทรงคุณค่าของคุณเอง ดิฉันจะฟ้องกลับพวกคุณ ว่ากล่าวหาและยัดเยียดข้อหาที่ไม่เป็นความจริงกับลูกชายดิฉัน!”

หญิงชาวบ้านรูปร่างผอมบางธรรมดาๆคนหนึ่ง ไม่รู้ไปเอาความกล้าหาญจากไหนถึงได้ต่อกรกับคุณครูและเจ้าหน้าที่ทั้ง5คน เธอไม่สนใจคนทั้ง5อีกแล้ว เดินตรงไปที่ลูกชายของเธอ “ไปลูก กลับบ้านของเราได้แล้ว วันนี้ไม่ต้องเรียนหรอก”

ตั้งแต่คุณแม่ของเขาเข้าห้องมา สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เด็กน้อยทึ่งในตัวของคุณแม่เป็นอย่างมาก เพราะเขาไม่เคยเห็นแม่ในภาพลักษณ์นี้มาก่อน  ตอนที่ซ้อนจักรยานแม่กลับบ้าน เด็กน้อยกอดแม่ของเขาไว้แน่น “ขอบคุณครับแม่ แม่ขอหนูเก่งจังเลย หนูภูมิใจในตัวแม่ของหนูมากๆเลย”

เมื่อกลับถึงบ้านไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ครูที่ปรึกษาก็ได้โทรศัพท์หาเธออีกครั้ง  เขาบอกกับเธอว่า คุณครูผู้หญิงคนนั้นพบเงินของเธอแล้ว เธอเอาใส่ไว้อีกเก๊ะหนึ่งแล้วลืมไป

แม้เหตุการณ์นี้จะทำให้เด็กน้อยรู้สึกขวัญผวา แต่การกระทำของคุณแม่ของเขาก็ทำให้แกรู้สึกภูมิใจ

วันรุ่งขึ้น แกเดินเข้าไปในโรงเรียนด้วยความรู้สึกมั่นใจในตัวเอง เพราะแม่ของเขา ทำให้เขารู้สึกปลอดภัยและรู้สึกกล้าหาญขึ้นมาอีกครั้ง 

“เชื่อมั่น” สองคำนี้ดูเหมือนเป็นคำง่ายๆ แต่ผู้ปกครองอีกเป็นจำนวนมากที่ยังทำไม่ได้

ผู้ปกครองบางท่านมักจะระบายให้ฟังว่า ทำไมลูกของเธอจึงมักชอบขโมยของ ยิ่งเธอทำโทษด้วยการตีลูก ยิ่งตีลูกของเธอก็ยิ่งขโมยหนักไปกว่าเก่า เธอถามว่าเป็นเพราะอะไร?
คำตอบสั้นๆ เพระคุณไม่เคย “เชื่อมั่น”ลูกๆของคุณ

เด็กไม่ได้ทำ แต่คุณกลับยัดเยียดข้อหาให้แก แกจึงต้านคุณด้วยการทำในสิ่งที่คุณกำลังปรักปรำแก สุดท้าย สิ่งนี้ก็กลายเป็นนิสัยติดตัวลูก และยากแก่การเยียวยารักษา

ใครบ้างที่ไม่เคยขโมยของตอนเด็กๆ? เราทุกคนต่างก็เคยทำในสิ่งเหล่านี้ เด็กไม่รู้ว่าสิ่งนี้คือการขโมย และไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นเป็นความผิด แต่พ่อแม่อย่างเราๆกลับไม่เคยคิดที่จะอธิบายให้ลูกรู้ถึงสิ่งไม่ดีที่ลูกได้ทำลงไป เอาแต่ตีเอาแต่เฆี่ยน เรายัดเยียดคำว่า “ขี้ขโมย” ให้ลูกโดยไม่รู้ตัว ไม่เช่นนั้น ลูกของคุณก็จะบอกกับคุณว่า

“ในเมื่อพ่อกับแม่คิดว่าหนูเป็นขี้ขโมย หนูก็จะเป็นขี้ขโมยให้สมใจพ่อแม่ก็แล้วกัน!”

คุณๆ ครับ ในสายสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่และลูก ต้องสร้างความ “เชื่อมั่น” ต่อกันนะครับ ลงมือสร้างกันในวันนี้ ดีกว่าปล่อยให้มันยากแก่การแก้ไขในวันข้างหน้านะครับ

ขอบพระคุณบทความจาก : นุสนธิ์บุคส์